KuAsiRakArnT's profile~LaLLapaLLooZa~PhotosBlogListsMore Tools Help

~LaLLapaLLooZa~

กลุ่มกองโจรอิสระ ตามหารักแท้...

KuAsiRakArnT SrImiTraNonT

Occupation
Location
Interests
มีไรโทรมา 0895836893
เปลี่ยนใช้เบอร์นี้แล้วนะครับ
เมมด้วย

Custom HTML

 
Photo 1 of 6
More albums (20)

ขอบคุณมากมายเลย...ที่เข้ามาเยี่ยมชม อยากบอกอะไรไหม? ฝากมาได้น้า....

Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
ดีจ้า   แวะมาทักทายจ้า^_______^
Nov. 17
เปงไงบ้าง สบายดีป่าวเพื่อนเกื้อ
Oct. 5
Sept. 30
PikniK miniwrote:
ทักทายเกื้อ...เอาชะเว้อร์ไหมละ..อิอิ
 
Sept. 19
oOZzawzZOowrote:
มีไรก้อปรึกษากันได้นะเพื่อนเกื้อ^__^
Aug. 24
November 04

Selamat Jalan Malaysia.

กลับมาแล้ว กลับมาจากการเดินทางไปหาประสบการณ์ชีวิตดีๆจากต่างประเทศครั้งแรก
กับประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่วันที่ 29ต.ค. - 1 พ.ย.
โดยเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของวันที่28 ต.ค.
ขึ้นรถไปลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ เทคอ๊อฟ 7.25 น. ในวันที่ 29
ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง
ไปลงที่สนามบินนานาชาติปีนังเวลาประมาณ 10.00 น. (เวลามาเลเซียเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง)
พักผ่อนสักครู่ก็ออกเดินทางไปเยี่ยมชมวัดเขาเต่า ซึ่งเป็นวัดจีนที่สร้างอยู่บนเขา
ระหว่างทางก็แวะซื้ออาหารเลี้ยงเต่าพอเป็นพิธี
หลังจากนั้นก็ไปต่อกันที่วัดไทยและวัดพม่าที่ปีนัง
ตอนเย็นก็เข้าพักที่โรงแรม Cititel เพื่อพักผ่อน แต่ก็แอบไปเดินทัวร์รอบๆอยู่เหมือนกัน
เดินไปยังKomtarตึกที่สูงที่สุดของปีนัง ซึ่งรอบๆจะเป็นห้างสรรพสินค้าก็เลือกดูสินค้ากันไปพอหอมปากหอมคอ
แล้วก็กลับมานอนพักผ่อนเอาแรง เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า
ไปทำWork Shop ที่สถาบัน RECSAM ทั้งวัน
30 ต.ค. เข้าทำWork shop ตั้งแต่เช้า
ในช่วงเช้าเป็นของวิทยาศาสตร์ ส่วนตอนบ่ายเป็นของคณิตศาสตร์
การทำWork shop นั้นต้องใช้ภาษาอังกฤษอย่างเดียวเลย
รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างแต่ก้สนุกดี ได้อะไรกลับมาเล่นเยอะเลย
ตกเย็นก็กลับโรงแรมเดิม ออกเดินช็อปช่วงเย็นเล็กน้อยพอหอมปากหอมคอ
31 ต.ค. ออกเดินทางแต่เช้ามุ่งตรงจากเกาะปีนังเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ตรงไปยังรัฐปาหัง
เพื่อไปยัง Genting Highland เมืองในหมอก
สวยงามมากจริงๆ เห็นหมอกลอยปกคลุมอยู่ตลอด
บนนั้นเต็มไปด้วยสวนสนุกขนาดใหญ่ เครื่องเล่นมากมาย สำหรับเด็กและวัยรุ่น
และยังมีคาสิโนสำหรับให้พวกผู้มีเงินไปถลุงเงินเล่นอีก
วันนี้อยู่บนเกนติ้งทั้งวันตกเย็นจึงมุ่งหน้าเดินทางกลับเข้าสู่เมืองหลวง กัวลาลัมเปอร์
เข้าพักยังโรงแรม Cititel Exprees เพื่อพรุ่งนี้เช้าจะได้เที่ยวชมเมืองต่อไป
1 พ.ย. ออกเดินทางจากโรงแรมไปเข้าชมที่ Patu Cave วัดฮินดูของชาวอินเดีย
ที่มีองค์พระศิวะสีทองขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าทางเข้าสวยงามมาก
ต่อไปยังย่านใจกลางเมืองที่เมดิกาสแควร์ เที่ยวชมบรรยากาศเมืองหลวง
จากนั้นก็ไปเที่ยวชมตึกแฝดที่ครั้งหนึ่งเคยได้ขึ้นชื่อว่าสูงที่สุดในโลก
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะรั้งอยู่อันดับสามที่ความสูง 88 ชั้น ประมาณ 2000 กม.จากระดับน้ำทะเล
ตึกPetronat นั่นเอง
หลังจากนั่นก็ไปเยี่ยมชมเลือกซื้อช็อกโกแล๊ตของพื้นเมืองที่นี้ หมดไปหลายริงกิตเลยทีเดียว
จากนั้นก็ไปแวะช็อปที่Central Market ตลาดกลางแวะซื้อของที่ระลึกสักหน่อย
ช่วงบ่ายก็เดินทางต่อมุ่งตรงจากกัวลาลัมเปอร์ ประมาณ 30 กม.
ตรงไปยังเมืองใหม่  Puttra Jaya ศูนย์ราชการของมาเลเซียทีกำลังสร้างใหม่ในตอนนี้ได้ประมาณ 40 % แล้ว
มีความงดงามมากๆ อลังการสุดๆ
ตกเย็นก็เดินทางกลับไปขึ้นเครื่องที่ KLIA ( Kurlalumper International Airport )
ขึ้นเครื่องไฟลท์ 20.25 เดินทางกลับประทศไทย โดยสวัสดิภาพเวลาประมาณ 22.00 น.
(จากกัวลาลัมเปอร์มาไทยใช้เวลา 2 ชั่วโมง )
การเดินทางครั้งนี้ได้อะไรกลับมามากมาย
ได้เปิดหูเปิดตา ได้รู้ศักยภาพความโง่ในด้านภาษาของตนเอง
ขอบคุณโอกาสดีๆในชีวิตที่ทำให้ได้รับรู้สิ่งใหม่ๆ
โอกาสหน้าคงได้เจอกันอีก
Selamat Jalan Malaysia.
ลาก่อนมาเลเซีย
October 06

W&T

 
 
จริงๆก็เห้นโครงการนี้มาตั้งหลายปีแล้วอะนะ
แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะไปกะเขา
เพราะรู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้น
ที่จะไปซื้อประสบการณ์(ที่ดี/ไม่ดี)จากต่างประเทศ
ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาก็มีเพื่อนๆไปกันหลายคน
จากคำบอกเล่า
ก็มีดีบ้างไม่ดีบ้าง
แต่ส่วนใหญ่ที่เหมือนกันคือ
ตอนทำงานไม่สนุก ตอนเที่ยวอ่ะสนุก
บางคนกะหวังไปฝึกภาษา แต่ไปถึงได้ทำงานอยู่หลังร้าน
จะคุยกะคนที่ทำงานก็คุยไม่ได้ เนื่องจากงานเยอะ
ใช้คุ้ม
ค่าตอบแทนจากการทำงานหักลบกลบหนี้
ส่วนใหญ่จะบอกว่าขาดทุน
ส่วนน้อยบอกว่ากำไร
จะไม่กำไรได้ไง ก็เล่นไปทำงานอย่างเดียวนี่หว่า
ไม่เที่ยวเลย (ไปทำไมว่ะ ทำอยู่บ้านเราก็ได้เงินเหมือนกัน)
รู้สึกว่าธุกิจนี้ที่ มมส.จะเฟื่องฟูเหลือเกิน
ถึงขนาดมาเปิดสาขาซะด้วย
แตกต่างกะที่ม.ช.
เห็นว่าทางนั้นมหาวิทยาลัยไม่สนับสนุน
ม.เราสงสัย ท่านๆข้างบนอาจมีเอี่ยวก็ได้แฮะ สงสัยเฉยๆนะ
ถ้ามันดีจริงจะมีกระแส ต่อต้านมาได้ไงเนอะ
แต่สุดท้ายถึงจะยังไง
ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับตัวคนที่ไปเองอยู่ดี
 
ปิดเทอมนี้เราเองก็มีโอกาสได้ไปต่างประเทศเหมือนกัน
เดินทางไปปีนัง-กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียนี่แหละ
ไม่ไปไกล
คงจะไปอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวที่สุด
เพราะทุนทรัพย์ไม่ค่อยมี
ดีที่ได้ไปฟรีไม่งั้นชาตินี้ คงได้ไปแค่ลาวกะเขมรแหงมๆ
ตั้งใจไว้ว่าเรียนจบจะสอบชิงทุนไปนอก
ได้ไม่ได้ไม่รู้
รู้แต่ว่าชาตินี้ ถ้าไม่ได้ทุนไปก็จะไม่ไปเมืองนอกเด็ดขาด
ก็คงต้องลองดูกันสักตั้งละหว่า..
เชื่อว่าเราทำได้ 
สู้ๆๆ
 
August 29

เกิดมาไม่ได้จูงมือใครมาด้วย

**เกิดมาไม่ได้จูงมือใครมาด้วย**

 



คนเราตอนเกิดก็มาแค่คนเดียว ไม่ได้จูงมือใครมาด้วย
แต่ทำไมตอนโต หรือ ตอนมีความรัก
กลับอยากจูงมือกับเขาไปด้วยทุกหนทุกแห่ง

... พอถึงวันที่เขาจะจากเราไป
ทำไมเราถึงทนไม่ได้ ทำไมเราต้องทุกข์ใจมากขนาดนี้
จะมีใครให้คำตอบได้ไหม?

การที่เรารักใครสักคน เวลารักมันก็ง่าย
แต่เวลาจะเลิกรักนี่สิยากมาก

 

นี่คงเป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ นอกจากตัวเราเอง
ถ้าเราเลือกที่จะอยู่... แล้วเจ็บ
นั่นก็ถือว่า... เป็นความสมัครใจของเรา

แต่ทำไมเราเลือกที่จะเจ็บ
ทำไมเราไม่เลือกที่จะทำใจ
แล้วยอมหันหลังเดินจากไปอย่างช้าๆ
ค่อยๆ ให้ความเจ็บปวดมันหมดไป
พร้อมกับระยะทางที่เราเดิน 

 

อนาคตข้างหน้ายังมีอีกไกล
ชีวิตเราต้องเดินต่อไป... โลกนี้ไม่ได้มีเราเพียงคนเดียว
ลองหันหลังกลับไปมองคนรอบๆ ข้างคุณสิว่ามีมากมายขนาดไหน
จำไว้แค่ว่า"ตอนเกิดมาเราไม่ได้จูงมือใครมาด้วย"

  

February 14

Turn Left Turn Right

ถือโอกาสวันวาเลนไทน์ อัพอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องรักๆหน่อยล่ะกัน
กับหนังเรื่องโปรดดูแล้วซึ้ง ประทัปใจมากๆ
แต่ดูแล้วก็ปลงอ่ะ โอกาสที่จะเจออย่างนี้มีแค่หนึ่งในล้านเองมั้ง 
 

Turn Left Turn Right เป็นหนังฮ่องกงอีกหนึ่งเรื่องที่สร้างมาจากนิยายภาพของ Jimmy Liao ตามมาจาก Sound of Colors ซึ่งเป็นหนังรักที่มีจินตนาการ(ตามหนังสือ)บรรเจิดจริงๆ และสำหรับตัวนิยายภาพเรื่อง Turn Left Turn Right นี้เป็นการเล่าเรื่องราวของคนเหงาในเมืองใหญ่ 2 คน ที่แม้จะดูเหมือนว่าทั้งเขาและเธอจะเกิดมาคู่กันเหมือนเป็นพรมลิขิตก็ตาม แต่หากเส้นทางเดินของทั้งคู่เป็นเส้นขนานแล้ว พรหมลิขิตที่ว่าคงจะไม่มีประโยชน์ใดๆ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือปาฏิหาริย์เพียงเท่านั้น ที่จะทำให้เส้นขนานคู่นี้เลี้ยวกลับมาพบกันได้

Turn Left, Turn Right เป็นเรื่องของชายหญิงคู่หนึ่งที่คุณจะไม่รู้จักชื่อของเขาทั้ง 2 ไปจนหนังจบ เท่าที่เรารู้คือฝ่ายชายมีเลขประจำตัวนักเรียนว่า 763092 ในขณะที่ฝ่ายหญิงคือเลข 784533 ทั้งคู่ต่างมีอดีตปิ๊งรักกันตั้งแต่สมัยมัธยม แต่ด้วยโชคชะตาที่ไม่เป็นใจทำให้ทั้งคู่ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยแม้ฝ่ายชายจะให้เบอร์โทรของเขาไว้แล้วก็ตาม จนเมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน ทั้งคู่ได้มาพบกันอีกครั้งที่สวนสาธารณะละแวกบ้านและได้แลกเบอร์โทรศัพท์กันอีกครั้ง แล้วโชคชะตาก็ได้เล่นตลกกับทั้งคู่เป็นครั้งที่สองเมื่อกระดาษจดเบอร์โทรศัพท์ที่ทั้งคู่เขียนให้กันเปื้อนน้ำฝนหมึกเลอะไปทั่วจนอ่านตัวเลขไม่ออก แม้ทั้งคู่จะลองโทรไปตามเบอร์ที่พอจะแกะออกได้ก็ตาม แต่ดูเหมือนจะไม่ประสบผลแต่ประการใด จนกระทั่งทั้งคู่ได้มาพบกับ "คู่ป่วน" ซึ่งประกอบไปด้วยหมอจอมเว่อร์ที่ตั้งใจจะจีบนางเอกของเราให้ได้ กับสาวร้านอาหารตามสั่งที่จ้องจะกัดพระเอกของเราจนจมเขี้ยวแล้วลากไปทำแฟนซะ จนสุดท้ายแล้วคู่ป่วนคู่นี้ก็ค้นพบความลับของคู่พระนางของเราพร้อมๆ กัน ความลับที่คู่พระนางของเราต่างเฝ้ารอมาตั้งแต่การไปทัศนศึกษาสมัยมัธยม

จุดที่เรียกว่ายอดเยี่ยมมากๆ ใน Turn Left Turn Right คือบทภาพยนตร์ดัดแปลง ซึ่งดัดแปลงจากหนังสือมากพอสมควร และการดัดแปลงนี้เป็นการทำให้ตัวหนังมีมิติมากขึ้นจากตัวนิยายชนิดที่ต้องปรบมือให้กับทีมเขียนบทที่ใส่มุขและสถานการณ์ต่างๆ เพิ่มเติมเข้ามาได้พอเหมาะพอเจาะและไม่ทำให้เนื้อหาในหนังสือเสียไปแต่อย่างใด มิหนำซ้ำในหนังยังมีหลายต่อหลายฉากที่แสดงความเคารพต่อเรื่องดั้งเดิมด้วยการจำลองฉากมาจากภาพในหนังสือแบบเป๊ะๆ อีกด้วย และแม้ว่าตัวบทของ Turn Left Turn Right ดูคล้ายๆ จะเขียนขึ้นมาอย่างง่ายๆ ด้วยที่บทภาพยนตร์เหมือนจะเขียนไว้เพียงครึ่งเดียว เพราะมีหลายๆ ฉากที่พระ-นางของเราพูดไดอะล๊อคเดียวกันในอารมณ์ที่คล้ายกัน แต่ความรู้สึกระหว่างชายหญิงย่อมแตกต่างกันออกไป อีกทั้งทีมเขียนบทยังมีแก่ใจ "เล่นมุข" ล้อเลียนบทของตัวเองหลายต่อหลายครั้ง มุขเด็ดมุขหนึ่งของบทภาพยนตร์ในเรื่องนี้คือการใช้ไดอะล๊อคเดียวกันแต่ตัวละครที่พูดเปลี่ยนไปและผลที่ได้คืออารมณ์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง จากความโรแมนติกกลับกลายมาเป็นความฮาชนิดหยุดไม่อยู่ ทั้งๆ ที่ไดอะล๊อคนั้นเคยถูกใช้มาแล้วในอารมณ์ที่ซาบซึ้ง มุขเหล่านี้ที่แทรกอยู่ทั่วไปในหนังทำให้ตัวหนังดูสนุกสนานมากๆ ไปตลอดเรื่อง แต่กระนั้น ระดับความโรแมนติกซึ่งเป็นแกนหลักของตัวหนังก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย ด้วยประโยคซึ้งๆ จิ๊ดๆ ที่ประพรมอยู่ในทุกฉากที่มีคู่พระ-นางของเราปรากฏออกมา นับเป็นความช่ำชองของทีมเขียนบทที่น่าปรบมือให้

อีกจุดหนึ่งที่แสดงถึงความเก๋าเกมของการเขียนบทคือการนำเสนอคาแรคเตอร์ของทั้ง 784533 และ 763092 ให้มีความคิดเหมือนกัน ชอบทำอะไรเหมือนกัน ไปนั่งเล่นที่สวนสาธารณะเหมือนกัน มีวิถีชีวิตเหมือนกัน เพียงแต่ทั้งคู่ดำเนินชีวิตคนละสถานที่ซึ่งห่างกันเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น และเป็นที่น่ายินดีที่ความสนุกสนานของทีมเขียนบทที่เล่นกับมุข "คลาดกันไป คลาดกันมา" ไม่มีความน่าเบื่อ น่าอึดอึด หรือคลาดกันแบบโง่ๆ เลยแม้แต่น้อย การคลาดกันแต่ละครั้งนั้นออกไปในแนวน่ารักมากกว่า ซึ่งจุดเล็กๆ แบบนี้แหละที่ทำให้ตัวหนังดูได้สนุกและลุ้นมากๆ ตลอดเรื่อง

งานโปรดักชั่นของหนังอยู่ในระดับเหนือมาตรฐาน แน่นอนว่า Turn Left Turn Right คงไม่ใช่หนึ่งใน "หนังฆ่าเวลา" ของผกก.ตู้ฉีฟง แต่อย่างใด งานด้านการถ่ายภาพที่งดงามสื่อถึงนัยยะที่หนังต้องการบอก ดนตรีประกอบที่ลงตัวกรุ่นไปด้วยอารมณ์โรแมนติก การตัดต่อที่เร้าอารมณ์และช่วยส่งอารมณ์ร่วมของผู้ชมได้เป็นอย่างดี การกำกับศิลป์ที่เล่นกับสี เล่นกับเสื้อผ้า เล่นกับฉาก ยิ่งทำให้ตัวหนังดูมีเสน่ห์ เรียกว่างานด้านเทคนิคทั้งหมดทั้งปวงล้วนลงตัวกลมกลืนและพิถีพิถัน อีกทั้งงานกำกับศิลป์ที่เสนอผ่านสัญลักษณ์เล็กๆ น้อยๆ ต่างก็สื่อถึงความน่ารักของตัวเรื่อง ทั้งเรื่องร่มสีเขียว สีแดง ที่ปรากฏมาในฉากเปิดเรื่องที่ต้องบอกว่าดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้ในแทบจะทันที หรือเรื่องบทกลอนที่ 784533 ท่องอยู่ตลอดก็ช่วยเพิ่มความโรแมนติกและความเหงาให้กับเรื่องได้ลงตัว และสีสันที่ขาดไม่ได้คือนักแสดงทั้ง จินเฉินอู่ หรือ ทาเคชิ คาเนชิโร และ เหลียง หย่งฉี ทั้งคู่แสดงเข้าขากันได้อย่างลงตัว สำหรับ ทาเคชิ เองแม้ว่าเล่นอะไรก็ยังเป็น ทาเคชิ ด้วยความหล่อของเขา แต่หากมองด้วยความยุติธรรมแล้ว คงต้องยอมรับว่าเขาทำหน้าที่ได้ดีทีเดียวในหนังเรื่องนี้ และยังได้พลังดาราและพลังการแสดงที่เข้มข้นจาก เหลียง หย่งฉี มาประกบอีกคนก็ยิ่งทำให้ทุกฉากที่มีทั้งคู่แสดงร่วมกันมีพลังมากพอที่จะดึงดูดอารมณ์ของผู้ชมให้เข้าสู่ตัวหนัง มิใช่เป็นเพราะหน้าตาหรือความเป็นดาราดังของทั้งคู่

หลายๆ ฉากในหนังเป็นการจำลองภาพมาจากหนังสือนิยายภาพของ Jimmy แบบจงใจ ซึ่งช่วยเพิ่ม "ความอาร์ต" ให้กับหนังขึ้นอีกมากโขอยู่ แต่อย่างไรก็ดีด้วยความเป็นเจ้าพ่อแห่งผกก.งานพาณิชย์-ศิลป์ของผกก.ตู้ฉีฟง ทำให้ Turn Left Turn Right ไม่ใช่หนังอาร์ตจ๋าซะทีเดียว แม้ตัวหนังจะมีสัญลักษณ์หลายประการให้ตีความกัน แต่ความบันเทิงและความสนุกสนานในการชมยังคงเต็มเปี่ยมในหนังเรื่องนี้

ผกก.Johnny To (ตู้ฉีฟง) และผกก. Wai ka fai ต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี ผกก.ทั้งคู่สร้างตัวหนังให้มีอารมณ์เก็บกดกับผู้ชมมาทั้งเรื่องจนถึงจุดที่ต้องปลดปล่อยออกมาในช่วงท้าย เขาก็ปล่อยมุขแบบ "เอาตาย" ได้อยู่หมัด เพื่อให้เห็นภาพ คุณลองนึกภาพคนๆ หนึ่งไปยืนตะโกนเรียก 784533 เป็นบ้าเป็นหลังอยู่กลางเมือง มันเป็นภาพที่ดูตลกมากๆ แต่น้ำตาคุณอาจจะกำลังไหลอยู่ก็ได้ในฉากๆ นี้ ตัวหนังเล่นกับความเหงาของคนเมือง หรือจะให้เจาะจงคือคู่ชายหญิงคู่นี้ เขาทั้งคู่ไม่มีเพื่อนสนิทเลย ต่างอยู่อย่างลำพังและว้าเหว่ มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขาดำรงชีวิตในเมืองเหงานี้อยู่ได้คือความฝัน การไล่ตามฝันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวสิ่งเดียวที่พวกเขามี นอกไปจากเพื่อนวัยเด็กที่ไม่รู้แม้แต่ชื่อคนนั้น และในตอนนี้ สิ่งที่พวกเขาต้องการมากกว่าความฝันคือปาฏิหาริย์ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้เขาทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้ง

คงต้องบอกว่า Turn Left Turn Right เป็นหนังรักโรแมนติกที่ครบเครื่องจริงๆ มีทั้งเศร้า เหงาและรัก พร้อมเพรียง และแม้จะเป็นข้อเท็จจริงที่ว่ามีหนังรักจากฮ่องกงเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่ทำหน้าที่หนังรักได้ดีเทียบเท่า Love Letter จาก ญี่ปุ่นหรือ Christmas in August จากเกาหลี แต่ Turn left Turn Right เป็นหนังจากฮ่องกงอีกหนึ่งเรื่องที่ทำได้ดีแม้จะไม่เทียบเท่าแต่ก็ไล่ตามหนังรักชั้นยอดที่กล่าวมาชนิดหายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว

credit: http://www.popcornfor2.com/movies/033_mar04_turnLR.html

  ก็ลองไปหามาดูแล้วกันนะ

 
 
 

February 13

It' my AniVersaRy 21

นานมากๆเลยนะนี่ที่ไม่ได้มาอัพสเปซ วันนี้ถือโอกาสที่เป็นวันดี
วันครบรอบวันเกิดปีที่ 21 (แก่ล่ะ...)
13 กุมภา น่าแปลกใจอยู่เหมือนกันที่มาเรียนที่ม. แล้วได้รู้จักพบเจอกับเพื่อนที่เกิดวันนี้เหมือนกันอีก 2 คน
คนแรกก็คือ อ้นเพื่อนในสาขาเรานี่แหละ หมอนี่เกิดวันเดียวกันเดือนเดียวกันแต่คนละปี (มันแก่กว่า เกิดก่อนเราปีนึง)
คนที่สองก็ เจน เพื่อนสาขาการตลาด คณะบัญชีฯ คนนี้ เกิดวันเดือนปีเดียวกันเลย(เพื่อนร่วมชะตากรรมโดยแท้)
ก็แฮปปี้เบิร์ทเดย์ด้วยละกานนะ มีความสุขมากๆล่ะ
 
เอาล่ะท้าวความกันจบแล้วก็มาฟังเรื่องบรรยากาศในช่วง 00.01 เป็นต้นไปของวันที่ 13 ก.พ.กันดีกว่า (อยากเล่าๆ)
คนแรกที่โทรมาอวยพรเลยก็คือ กีตาร์ เพื่อนสาขาอังกฤษ ที่เป็นนิสิตทุนด้วยกาน โทรมาแฮปก่อนใครเลยขอบคุณค้าบ
หลังจากนั้นเวลาประมาณ 00.07 อิเจนก็โทรมาแฮปฯเป็นคนที่สองก็พากันอวยพรให้กันเอง ดีแฮะ
00.24 ตี้โทรมาแฮปฯเช่นกันขอบคุณมาก
01.02 เซอร์ไพรซ์มากๆ น้องตูนโทรมาแฮปฯ ดีใจมากๆ อุตส่าจำวันเกิดเราได้ แถมยังอุตส่าโทรมาแฮปฯเราด้วย
ทำเอารู้สึกผิดเล็กๆเพราะปีที่แล้วจำวันเกิดน้องเค้าไม่ได้ เลยไม่ได้โทรไปอวยพรเลย T_T" ปีนี้ขอแก้ตัวนะ
หลังจากนั้นก็มีเพื่อนๆส่งข้อความมาแฮปอีกหลายคน ก็มี ปิกนิก , อ้น , เหมียว , ไผ่ , ต้นเล็ก , แล้วก็ฝ้าย
ขอบคุณหลายๆเด้อ
ถึงตีสามก็เข้านอน
 
ตื่นมาตอน 7 โมงเช้าเพราะเสียงโทรศัพท์ เบิ้มโทรมาบอกข่าวดีแต่เช้าว่าเงินทุนออกแล้ว.....
โอ้....จ๊อด  กูไม่อดยากอีกต่อไปแล้ว จะได้หมดหนี้หมดสิ้นซักกะที
 (งึมๆ เงินทุนงวดนี้ออกช้ากว่ากำหนดเกือบครึ่งปี ทำเอาเดือดร้อนไปตามๆกัน)เซงรัฐบาล ..... แม่งสาด.....
พอรู้ว่าเงินออกแล้วก็ตาสว่างเลย หลับไม่ลง ลุกขึ้นมาอัพสเปซอยู่เนี่ย
 
09.00 มีเรียน วิชาแผนที่และเครื่องมีทางภูมิศาสตร์ เตรียมตัวออกไปเรียนก่อนละกันเด๋วกลับมาอัพต่อ...
To be continued...
 
มาต่อละ
ตั้งแต่ตอนเที่ยงก็ไปช่วยพี่รุตย์ นับคะแนนการเลือกตั้งองค์การนิสิต
ไปเป็น ก.ก.ต.
เตรียมงานตั้งแต่ตอนบ่ายโมง กว่าจะได้เริ่มนับคะแนนจริงๆก็เกือบหกโมงเย็น
บัตรลงคะแนนก็โครตเยอะ กว่าจะนับเสร็จก็ประมาณตีหนึ่งได้
ผลปรากฎว่า พรรคพลังสังคมได้เป็นองค์การนิสิตในปี 50 นี้
ก็ยินดีด้วยละกัน
นับเส็ดก็ต้องเคลียร์ของต่อ
กว่าจะได้กลับถึงหอมานอนก็ตีสาม
วันเกิดปีนี้เป็นปีที่ทำงานเพื่อสังคมจริงๆ
แทบจะไม่ได้สนใจตัวเองเลย
เหนื่อยๆๆๆๆ
 
In The End
August 01

.....

หากเราหาเหตุผลให้กับตัวเอง
          ว่าทำไมเราถึงรักคนๆ นี้นัก
          แล้วเหตุผลที่ได้ มีแค่เพียง. . .รักเพราะรัก

          ฟังดูอาจเลื่อนลอยไร้จุดหมายเกินไป
          แต่สำหรับคนที่รักกัน เหตุผลเพียงแค่นี้
          ก็เพียงพอที่จะสานต่อความรักให้อยู่ต่อไป

          แต่กับคนที่เรารักเขา แล้วเขาไม่รักเรา
          ไม่เคยจะมองเห็นแม้แต่คุณค่าในตัวเรา
          ต่อให้เราหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้เขาเพียงไหน
          หรือให้เหตุผลมากมายในคำว่ารักที่เรามีให้
          เขาก็คงมองไม่เห็นมันเหมือนกัน

          และกับคนประเภทนี้ ยิ่งเราเรียกร้องมากแค่ไหน
          ก็จะยิ่งสร้างความเหนื่อยใจให้กับเราเท่านั้น

          ถ้าคุณมีความสุขกับมันก็ดีไป
          แต่สุข. . .แล้วเหนื่อยใจก็น่าคิดเหมือนกัน

          คนเราเหนื่อยแล้วก็ต้องพัก
          ต้องหาทางออกที่ทำให้เราดีขึ้น
          กับเรื่องของความรักก็เช่นกัน
          เมื่อเราต้องเหนื่อยล้าเพราะมัน
          คงต้องพักซะบ้าง

          ลองหยุดวิ่งตามเขาซักครั้ง
          แล้วมาเดิน(แค่เดิน) ตามตัวเองดูสักหน
          คุณอาจรู้สึกดีกว่าการต้องวิ่งตามใครคนนั้น
          อย่างน้อยๆ คุณจะพบว่า . .
          การเรียนรู้ที่จะรักตัวเองนั้นไม่ทำให้เราเหนื่อยใจเลย

 

 

..........................................

พูดง่ายแต่ทำยาก

July 08

ยาล้างแผลใจ

เพลง ยาล้างแผลใจ

 

ได้พบคนงามดั่งสวรรค์บันดาลดล  ทำเชียร์มาแล้วกี่หน ต้องทนขมขื่นเรื่อยมา                    

     หน้าที่พยาบาล สวัสดิการต้อยต่ำอย่างข้า หรือจะเทียบนวลน้องแก้วตา..กานดาเป็นพี่ร้องเพลง            

แอบมองเธออยู่..ก็รู้ว่าไม่มีหวัง ปกครองครองใจน้องนาง ความหวังก็เลยหลุดลอย    

ทำเชียร์ปีนี้ว่าจะมาเพื่อจะสานต่อ ความรักที่พี่ถักทอ โดนปกครองแย่งน้องไปควง           

* วอนแก้วตา..ช่วยหันมามองพี่สักหน่อย

วันเลือนปีเคลื่อนเดือนคล้อย พี่นี้ยังคอยน้องนาง       

วันใดเขาทิ้งถูกหลอกกลอกกลิ้งให้ช้ำอุรา พยาบาลจะช่วยเยียวยา จะคอยรักษาแผลใจ

** นวลน้องร้องเพลงขับกล่อมบรรเลงเพลง มอ.

อย่าไปมองเลยพวกหน้าหม้อ โอ้เธอโปรดจงตรองดู

สวัสดิการ พยาบาลถึงไม่เลิศหรู ข้าเองอยากให้เจ้ารู้  ถึงไม่เลิศหรูแต่ว่ารักจริง………..

( ซ้ำ * , ** )

สวัสดิการ พยาบาลถึงไม่เลิศหรู ข้าเองอยากให้เจ้ารู้  ถึงไม่เลิศหรูแต่ว่าจริงใจ………..

 

 

โดย  น้องเค้ก และ พี่ตุ๊กตา

เชียร์ 2549

 

Windows Media Player